ในเชิงของค่านิยมชาวบ้านในทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการเป็นอยู่ ทุกคนได้มองการเกษตรเป็นดั่งปัจจัยหลักในการอยู่รอด ปัจจัยที่นำพาสีสันเข้ามาในชีวิต หรือตามหลักการที่ว่า การเกษตรนั้นคือกระดูกสันหลังของแต่ละครัวเรือน ที่ช่วยทุกครอบครัวประทังชีวิตได้ในแต่ละวัน
เพราะเหตุนี้ ครอบครัวของหมู่บ้านห้วยส้านต่างก็มีมุมมองว่าการเกษตรนั้นคือหนทางเดียวที่จะนำพาครอบครัวสู่ความสำเร็จ ทำให้ทุกคนต่างก็มองงานหัตถกรรมเป็นดั่งความสนุกชั่วขณะที่ไม่สามารถมอบความสุขให้ครอบครัวแบบยั่งยืนได้ ลวดลายที่มีสีสันสดใสที่ถูกถักขึ้นมาบนพื้นผ้ากลับถูกมองว่าเป็นลวดลายสีเทาที่ไม่สามารถมอบอนาคตให้ใครได้เลย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความเป็นมาของวัฒนธรรมในหมู่บ้านพร้อมกับศักยภาพในการตัด ถัก เย็บผ้าของกลุ่มผู้หญิงเองก็ยังคงทำให้งานหัตถกรรมเป็นกิจวัตรประจำวันของชาวบ้านมาตลอดที่ถูกส่งทอดกันมาเรื่อยๆรุ่นสู่รุ่น… และอาจจะถึงจุดจบของการต่อยอดทักษะอันสวยงามในยุคปัจจุบันนี้…?
ลองจินตนาการไปพร้อมกันว่า…
คุณคือเด็กคนหนึ่งที่ในทุกๆวันมักจะตื่นขึ้นมาแวดล้อมไปด้วยเสียงโจ๊ะแจ๊ะของพี่สาวที่กำลังร้อยด้าย คุณแม่ที่กำลังตัดผ้า และคุณยายที่กำลังปักลวดลายกุหลาบบนผ้าขาว
และบรรยากาศดังกล่าวนั่นเองคือวิถีชีวิตของกลุ่มผู้หญิงในหมู่บ้านห้วยส้านที่ต่อยอดกันตลอดมา
ถึงแม้ว่าความรู้ด้านหัตถกรรมเป็นทักษะที่ถูกส่งต่อในครอบครัวมาเป็นระยะเวลานาน แต่กลับกลายเป็นว่าชาวบ้านในหมู่บ้านห้วยส้านยังไม่มีกลุ่มใด รวมถึงกลุ่มหัตถกรรมเอง ที่มองเห็นถึงความพิเศษและสำคัญของฝีมือพวกเธอในด้านนี้เลย ทุกคนต่างมองการเกษตรเป็นดั่งพรมแดงที่จะพาแต่ละครัวเรือนเฉิดฉายได้อย่างมากที่สุด ซึ่งพวกเรา ตัวแทนจากคลับ Design for Thailand ได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเชิงหัตถกรรมที่หมู่บ้านห้วยส้านเป็นระยะเวลา 5 วัน และได้เข้าใจว่าสาเหตุดังกล่าวล้วนมาจาก*ความไม่แน่นอนของอาชีพหัตถกรรม*
ก่อนหน้านี้ พวกเราได้เข้าใจว่าสาเหตุที่กลุ่มหญิงไม่สามารถสานฝันไปต่อได้เป็นเพราะสังคมในหมู่บ้านที่พยายามปิดกั้นการทำงานของเธอ แต่กลับกลายเป็นว่าสาเหตุหลักจริงๆแล้วคือการที่กลุ่มผู้หญิงเลือกที่จะละทิ้งความฝันของเธอด้วยตนเอง
ถึงแม้ว่าหญิงสาวทั้งหลายต่างก็ต้องการที่จะทำงานหัตถกรรมที่เหมาะสมกับความคาดหวังที่สังคมมีต่อเธอ (ซึ่งคือการเป็นแม่) แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ความเคยชินที่ว่าการเกษตรนั้นเป็นสันหลังของหมู่บ้าน เลยทำให้เธอก็ยังคงเลือกเองที่จะมาสนับสนุนการเกษตรเรื่อยๆในช่วงเก็บฤดู และทำให้ฝีมือของเธอในงานหัตถกรรมที่จริงๆสามารถไปได้ไกลกว่านี้ต้องถูกย่ำเป็นวงกลมตลอดมา
ค่อนข้างน่าตกใจสำหรับพวกเราตอนได้รับฟังจากชาวบ้านเอง เพราะทั้งๆที่พวกเธอเองก็มีโอกาสในการทำให้งานหัตถกรรมให้ยั่งยืนและออกมาเป็นความสำเร็จอีกอันของหมู่บ้าน แต่พวกเธอนั้นก็ยังเลือกความเคยชินและความต้องการของหมู่บ้านมาก่อนสิ่งที่ใจพวกเธอรักเสมอ
พวกเราเอง ขณะพูดคุยกับชาวบ้านหัตถกรรมเองก็สงสัย สงสัยว่าทั้งๆที่พวกเธอสนใจและถนัดงานฝีมือด้านหัตถกรรมขนาดนี้ ทำไมจึงเลือกงานเกษตรก่อนความรักของพวกเธอก่อนอยู่อีก เคยได้ลองขายงานฝีมือให้คนนอกหมู่บ้านมั้ย ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมา ทุกคนก็ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เคย เป็นเพราะพวกเธอนั้นเช่ือว่างานฝีมือและการออกแบบลวดลายของเธอคงจะไม่เป็นอะไรที่คนในตัวเมืองจะชอบนักหรอก ไม่เหมือนกับพืชผลทางการเกษตรที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่เลยทำให้สามารถขายได้ตลอด งานหัตถกรรมถูกมองเป็นเพียงเครื่องประดับและคงไม่มีใครยอมลงทุนราคาหลักร้อยหลักพันกับลวดลายบนผ้า ทำให้หมู่บ้านห้วยส้านมองการขายต่างถิ่นเป็นสิ่งที่เหนื่อยและไกลเกินจากความเป็นจริง รวมไปถ้าเธอต้องการขาย เธอนั้นต้องศึกษาการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์หรือโซเชียลมีเดียต่างๆเพื่อมาเข้าหาคนนอกหมู่บ้าน ทั้งหมดจึงทำให้การทำให้งานหัตถกรรมเป็นอาชีพหลักคงเป็นอะไรที่เหนื่อยน่าดู โดยเฉพาะถ้าผลตอบรับที่ได้ไม่ได้เป็นตามความคาดหวังจากการขาย
ทั้งหมดเลยทำให้การเกษตรเป็นอาชีพเสาหลักอันเดียว และทำให้ความเคยชินในการเกษตรล้วนบดบังไม่ให้กลุ่มผู้หญิงหัตถกรรมเห็นถึงคุณค่าของศิลปะที่เธอร้อยขึ้นมามากยิ่งขึ้น ทั้งหมดเลยทำให้พวกเธอกลัวที่จะออกจากความเคยชินนี้ กลัวว่าคนอื่นในสังคมจะคิดต่าง และกลัวว่าถ้าเธอนำงานศิลปออกไปโลกภายนอกแล้วผลลัพธ์จะออกมาไม่คุ้มต่อความพยายามของพวกเธอ แต่ก็น่าเสียดายนะที่วัฒนธรรมอันสวยงามนี้ต้องมามีขีดจำกัดดังกล่าวเลยทำให้งานหัตถกรรมกลับกลายเป็นอาชีพที่ไม่แน่นอนหรือยั่งยืนต่อชาวบ้านของหมู่บ้านห้วยส้าน