
***เด็กทุกคนมีความฝัน แต่ทว่าบางคนไม่กล้าแม้แต่จะฝัน***– ไม่ว่าจะเป็นเมื่อหลายสิบปีก่อน หรือแม้กระทั่งจวบจนทุกวันนี้ ประโยคดังกล่าวยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่น่าสลดใจ ยิ่งเป็นเรื่องของการศึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ของเยาวชนทั่วประเทศแล้ว การไม่ได้รับโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่ไม่เพียงพออาจทำให้ชีวิตของเด็กคนนั้นยากลำบากกว่าคนอื่นอย่างมาก ชนิดที่ว่าคงจินตนการไม่ถึงว่าทำไมเด็กอายุไม่ถึง 18 คนหนึ่งจะต้องแบกรับอะไรมากมายขนาดนี้
อย่างที่รู้กันว่าประเทศไทยเองก็มี “ชื่อเสีย” เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่พอสมควร ไม่ว่าจะจากสังคมไหน ภูมิภาคใด บางวันเราอาจจะมองเห็นความเลื่อมล้ำนี้เพียงแค่ออกไปเดินเล่นบนหัวมุมของถนนซะด้วยซ้ำปัญหาในเรื่องโอกาสทางการศึกษามีอยู่ทุกที่ เช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ บางกลุ่มในชุมชนภาคเหนือ “ห้วยส่าน” จังหวัดเชียงใหม่ เด็กเหล่านั้นเองก็มีความฝัน สิ่งที่อยากทำ และเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกันไป บางคนอยากใช้ความสามารถของตัวเองในการช่วยเหลือคนที่รัก บ้างต้องการนำสิ่งที่ตัวเองถนัดเป็นบันไดปีนป่ายไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ความฝันเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรสนับสนุนผลักดัน แต่อย่างที่ใครหลายคนคงทราบกันว่า– *ไม่ใช่เด็กทุกคนจะบังเอิญโชคดี*
จากที่ได้มีโอกาสได้พบปะและพูดคุยกับน้อง ๆ ที่นั่น เราได้ทราบความจริงที่น่าปะหลาดใจบางอย่างที่หลายคนคงไม่ทันได้สังเกตเห็น เมื่อพูดถึงจังหวัดเชียงใหม่ ทุกคนคงจิตนาการถึงการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในบรรยากาศเย็นสบาย ความเจริญที่มาพร้อมกับวิวทิวทัศน์ใกล้ชิดธรรมชาติดูน่าผ่อนคลาย และผู้คนน้อยใหญ่ที่เดินสวนกันไปมา แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่าภายนอกสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้น มันไม่ได้สวยงามเหมือนที่หลายคนคิดเอาไว้ เด็กหลายคนต้องแบกรับความรับผิดชอบบางอย่างที่ลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่แบกไว้บนบ่ากำลังตีกรอบความฝันของพวกเขาที่กำลังงอกงามให้หดเหลืออยู่แต่ในกล่อง คล้ายกับว่ามีใครซักคนกำหนดไว้ให้แล้ว– น่าเศร้าที่พวกเขามีเพียงทางเลือกไม่กี่ทางสำหรับชีวิตหลังเรียนจบของตัวเอง

<aside> 💬 “ถ้าเลือกได้ก็อยากเรียนต่อมากกว่า ไม่ได้อยากที่จะลาออกมาทำงานหรอกครับ แต่สุดท้ายมันก็จำเป็นเพราะผมกับพี่อยู่ด้วยกันแค่สองคน พวกเราตกลงกันว่าจะส่งพี่เรียนก่อน หลังจากที่พี่สาวทำงานหาเงินได้ พี่ก็จะส่งผมเรียนครับ”
</aside>
ทุกคนคงเห็นพ้องตรงกันว่าครอบครัวนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญกับชีวิตของเด็ก ๆ มากแค่ไหน บางครั้งครอบครัวเองก็เปรียบเสมือนสถานที่พึ่งพายามเด็กกำลังเรียนรู้และเติบโต บ้านที่ให้ความอบอุ่น ช่วยเหลือ และสนับสนุนในเรื่องที่พวกเขาอยากจะทำ แต่ถ้าวันหนึ่ง– สิ่งที่ว่ากลับหายไปในช่วงที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย สิ่งที่วาดไว้ สิ่งที่ตั้งใจว่าจะทำ กลับพังทลายลงในพริบตา ถ้าเป็นเรา– จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้แค่ไหนกันเชียว
ทีแรกที่ได้ฟังเรื่องของน้องคนนี้จากครูใหญ่ก็ทำพวกเราสะอึกกันอยู่ยกใหญ่ เราได้รู้มาคร่าว ๆ ว่าน้องเป็นเด็กอายุ 17 ที่แบกภาระอันหนักอึ้งไว้เต็มสองบ่าหลังจากที่พ่อและแม่ของเขาเข้าคุกตารางไปเมื่อสองปีที่แล้ว ประกอบกับที่คุณปู่คุนย่าเองก็เพิ่งจะเสียไปเมื่อไม่นาน ทำให้ครอบครัวที่เหลืออยู่คือพี่สาวเพียงคนเดียวของเขา นับตั้งแต่วันนั้น– ชีวิตของเด็กทั้งสองก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันเป็นอย่างนี้มาร่วมสองปีได้แล้ว– น้องเขาพูดเอาไว้แบบนั้นด้วยท่าทางลำบากใจ เขาไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับพวกเขาสองพี่น้อง ไม่นึกเลยว่าเงินเก็บของครอบครัวกำลังลดลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถเลี้ยงชีวิตพวกเขาได้อีกต่อไป ไม่นึกเลยว่าตัวเองต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อไปทำงาน สถานการณ์ชีวิตที่อยู่ ๆ ก็เข้ามากำลังบีบบังคับเขาให้รีบเป็นผู้ใหญ่หาเงินเลี้ยงชีพตัวเอง
เด็กหนุ่มคนนี้เล่าว่าเขาพยายามทำงานรับจ้างในตัวเมืองอยู่เป็นเดือน แต่ก็ต้องจำใจออกมาเพราะงานดังกล่าวหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับไหว คงเป็นเพราะที่นั่นมีคนไม่เพียงพอ ภาระและงานต่าง ๆ จึงตกเป็นของน้องเขาซะส่วนใหญ่โชคดีที่เงินก้อนน้อย ๆ ที่ว่านั่นสามารถส่งพี่สาวของเรียนทวิพยาบาลได้ ในตอนนั้นเองที่ความหวังเล็ก ๆ เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อคนพี่เรียนพยาบาลได้สามเดือน ทางมหาวิทยาลัยก็จะให้โอกาสในการฝึกงานและรายได้ เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะเป็นตาของเขาที่จะได้กลับไปเรียนหนังสือบ้าง– พี่น้องคู่นี้วางแผนชีวิตของตัวเองไว้แบบนั้น แต่กว่าจะมาจึงจุดนี้ได้พวกเขาสิ้นหวังหลายต่อหลายครั้ง ใครจะรู้ล่ะว่าการเป็นเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองและบัตรประชาชนจะกระทบชีวิตของพวกเขาอย่างมาก เวลาล้มป่วยก็ต้องจ่ายเยอะกว่าคนทั่วไปเพราะเข้าไม่ถึงสวัสดิการ ไปไหนมาไหนนอกเชียงใหม่ก็ลำบาก งานที่สามารถทำได้ก็มีให้เลือกไม่เยอะสำหรับผู้ที่ไร้บัตรประชาชน พวกเขาสิ้นหวัง หกล้มคลุกคลานและลุกขึ้นมาหลายต่อหลายครั้ง แล้วคุณล่ะ? คิดว่านี่คือสิ่งที่เด็กสองคนควรประสบพบเจอเพียงเพราะบังเอิญโชคร้ายรึเปล่า?
ถ้ากำหนดชีวิตของตัวเองได้– บางทีพี่สาวอาจจะได้เรียนสิ่งที่ตัวเองรักเช่นภาษาต่างประเทศ แล้วจบมาเป็นครูสอนพิเศษอย่างที่เคบรับจ้างสอนหนังสือตอนอยู่มัธยม เธอแค่เข้าเรียนทวิพยาบาลเพียงเพราะมันสามารถหารายได้ให้พวกเธอสองพี่น้องก็เท่านั้น ตัวเด็กหนุ่มเองก็คงได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นในรั้วโรงเรียนอย่างเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ได้เรียน ได้พบปะเพื่อนฝูง ได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมายที่จะช่วยให้เขาค้นหาตัวเองได้ว่าจริง ๆ แล้วความฝันของเขาคืออะไร บางทีเขาอาจจะโตไปเรียนการช่าง? หรือได้ทำช่องยูทูปสตรีมเกมที่ตัวเองรักและถนัด? เลือกได้เขาเองก็ยังอยากใช้ชีวิตสนุกสนานและลองผิดลองถูกเฉกเช่นเด็กทั่วไป นั่นคือสิ่งที่ ***“อาจ”*** เกิดขึ้นถ้าพวกเขาสองคนสามารถเอื้อมมือไปถึงสิ่งที่เรียกกันว่าโอกาสในชีวิต
<aside> 💬 “แล้วทำไมถึงอยากเป็นคุณหมอล่ะ?”
“เพราะอยากช่วยหมู่บ้านนี่แหละครับ”
“?”
“พ่ออยากให้เรียนหมอ มีเงินซักสองสามก้อน แล้วมาเปิดคลีนิกที่หมู่บ้านครับ”
</aside>
เด็กคนนี้เป็นเด็กประถมนิสัยน่ารักสมวัย– สุภาพ ยิ้มแย้ม และมักจะแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนผ่านคำพูดของตัวเองอยู่เสมอ ในขณะที่คุยกันก็เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นเด็กที่จิตใจโอบอ้อมอารีอย่างที่คุณครูของเขาเคยเล่าให้ฟังจริง ๆ น้องเล่าว่าตัวเองนั้นรักการพบปะผู้คนและชอบการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นที่สุด นั่นคงเป็นเหตุผลที่เด็กชายสนุกกับการเรียน เพลินเพลินกันการทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงเต็มใจหยิบยื่นความช่วยเหลือให้คนรอบข้างอยู่เสมอ ด้วยอุปนิสัยเหล่านี้ที่มี ทำให้เราไม่แปลกใจเลยเมื่อได้รับคำตอบแบบนั้นกลับมาตอนถามออกไปว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร
น้องเล่าถึงเหตุผล และแรงบันดาลใจต่าง ๆ ที่เป็นสิ่งผลักดันให้อยากเรียนหมอ เราสัมผัสได้ถึงความจริงใจของน้ำเสียงและความตั้งใจจริงที่อยากจะช่วยเหลือหมู่บ้านโดยการเปิดคลีนิกชุมชน สารภาพว่ามันเป็นสิ่งที่น่าประทับใจซะจนเก็บซ่อนสีหน้าเอาไว้ไม่อยู่ แต่ในขณะนั้นก็รู้สึกปะหลาดใจกับความจริงบางอย่างอยู่เหมือนกัน หนึ่งคือ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดห่างจากที่นี่อยู่พอสมควร ยประกอบกับการที่มีผู้สูงอายุเยอะในชุมชน การเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างคลีนิคที่เมืองงามและหมู่บ้านดังกล่าวอาจจะไม่ใช่วิธีที่สะดวกสบายนัก เมื่อมีใครซักคนป่วย– สิ่งที่ทำคือหาสมุนไพรมาบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นมา แต่ถ้ามีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านี้เกิดขึ้นมาล่ะ? พวกเขาจะทำยังไงกันนะ? นั่นเป็นสิ่งที่เรานึกถามตัวเองอยู่ในใจ
อย่างที่สอง สิ่งที่น้องอยากทำ มันคือการได้เป็นหมอจริง ๆ แล้วใช่ไหม? หลายคนคงสงสัยว่าที่เขียนมาจนถึงตรงนี้ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนหรอกหรอ แต่เปล่าเลย ที่จริงเราไม่ได้ตั้งใจจะตั้งแง่กับความฝันของเด็กคนนี้ เพียงแต่ทุกถ้อยคำและทุกประโยคที่ออกมาจากปาก มันคือเป้าหมายที่มาจาก “ความคาดหวัง” ของคนรอบข้าง ความคาดหวังในชีวิตเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ความคาดหวังที่การแพทย์จะเข้าถึงชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ซักวันหนึ่ง คำถามคือถ้าตัดเรื่องนี้ออกไป น้องเขามีอย่างอื่นที่อยากทำบ้างรึเปล่า
คุยไปคุยมาก็ได้รู้ว่าเด็กคนนี้ทำกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดนตรี การเกษตร หรือกีฬา มีหลายสิ่งที่ทำแล้วรู้สึกชอบและสนุกไปกับมัน (น้องเล่าว่าเมื่อก่อนเคยอยากเป็นนักฟุตบอลซะด้วยซ้ำ) และเราเชื่อว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่กำลังรอเด็กอายุ 12 คนนี้มาพบเจอ บางทีความฝันของน้องอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอีกใน 3 หรือ 4 ปีข้างหน้า แล้วก็อาจจะเปลี่ยนอีกนับไม่ถ้วนเมื่อเติบโตขึ้นไป ด้วยความไร้เดียงสาและความคาดหวังที่ได้รับจากคนรอบข้างอาจทำให้เข้าใจว่าตัวเองนั้นอยากเป็นหมอแม้ว่าจะไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์ แต่นั่นก็ไม่เป็นไร เพราะเราเชื่อว่าน้องเขายังมีเวลาอีกมากมายที่จะค้นหา “ความฝัน***ของตัวเอง***”
<aside> 💬 “หนูอยากทำงานวงการบันเทิง ส่วนเพื่อนคนนี้อยากเป็นผู้กำกับหนัง แต่พอเอาไปเล่าให้แม่ฟังก็โดนคัดค้านใหญ่เลย แม่บอกว่าทำงานขายตัวยังจะดีซะกว่า คงเพราะมันเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงน่าจะเป็นเพราะอย่างนั่นแหละค่ะ”
</aside>
เชื่อว่าในวัยเด็กของผู้หญิงหลายคนคงมีครั้งหนึ่งที่ฝันอยากจะเป็นดารา นักร้อง หรือนักแสดง เด็กผู้หญิงสองคนนี้ก็เช่นกัน เธอทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่มีงานอดิเรกคล้ายคลึงกัน นั่นคือการฟังเพลงและรับชมภาพยนต์เรื่องต่าง ๆ ผ่านทางช่องทางโซเชี่ยลมีเดีย งานอดิเรกและความชอบเหล่านั้นทำให้พวกเธอเริ่มฝัน– เด็กผู้หญิงคนแรกมีความฝันว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของวงการบันเทิงซักวัน ส่วนเด็กคนที่สองอยากลองกำกับภาพยนต์ของตัวเองซักเรื่องเพราะชอบดูหนังและอ่านนิยาย
น้ำเสียงของทั้งสองคนตอนเล่าเรื่องดังกล่าวให้ฟังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ทว่าสีหน้ากลับดูเศร้าสร้อยเมื่อได้เอ่ยประโยคถัดมา ได้ทราบว่าพวกเธอเคยนำความฝันเหล่านั้นไปเล่าให้คนในครอบครัวได้ฟัง ไม่มีถ้อยคำยินดี ไม่มีคำพูดผลักดัน สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงประโยคทำร้ายจิตใจที่ทำให้พวกเธอต้องพับเก็บความฝันนี้เอาไว้ข้างใน
***“เพราะสิ่งที่พวกหนูอยากทำมันเป็นอะไรที่ไม่มั่นคง”*** เด็กคนหนึ่งได้พูดกับเราไว้แบบนั้น ที่จริง– นี่คือปัญหาที่พบเจอทั่วไปในระบบการศึกษาเลยก็ว่าได้ เด็กแต่ละคนมาจากครอบครัวที่ต่างกัน และครอบครัวที่ต่างกันมีต้นทุนให้เด็กไม่เท่ากัน ด้วยความที่เกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ว่าเราอยากทำอะไร แต่เป็นสิ่งนั้นหาเลี้ยงชีพได้มากน้อยแค่ไหนซะมากกว่า จะเห็นได้ว่าครอบครัวของทั้งสองไม่สนับสนุนสิ่งที่เด็ก ๆ อยากจะเป็นเลยแม้แต่น้อย อย่างที่ทราบกันว่ามันคืออาชีพของคนมีต้นทุน เป็นความฝันที่ไม่มีอะไรมารับประกันได้เลยว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะมันคืออาชีพที่ไม่สามารถอยู่ได้เพียงความสามารถ มันต้องอาศัยความโชคดีของจังหวะชีวิต และไหวพริบในการเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง หรือก็คือเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงอยู่มาก และด้วยสถานะครอบครัวในปัจจุบัน พวกเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะแบกรับกับความเสี่ยงที่ว่านั่นก็เป็นได้

จะเห็นได้ว่าเด็ก ๆ ทั้ง 4 มีความฝันและความตั้งใจที่แน่วแน่ไม่น้อยไปกว่าเด็กคนไหน ๆ ในประเทศ เขาเพียงแต่รอสิ่งที่เรียกว่า “โอกาส” มาถึงที่ที่พวกเขาอยู่ก็เท่านั้น ลองจินตนาการว่าพวกเขาเกิดในครอบครัวที่มีต้นทุนสนับสนุนพร้อม และเติบโตในสถานที่ที่ความเจริญและโอกาสทางการศึกษาเข้าถึงอย่างในตัวเมือง เด็กคนแรกก็คงได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจทำให้เขาได้มีโอกาสกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง เด็กคนที่สองคงมองเห็นความฝันของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้นจากการที่เขาสามารถโฟกัสสิ่งที่เขาอยากทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เด็กคนที่สามและสี่คงจะมีโอกาสได้แสดงความสามารถและไล่ตามฝันของตัวเองผ่านกิจกรรมมากมายต่าง ๆ ที่จัดขึ้นให้นักเรียนในตัวเมืองได้เข้าร่วม
เหตุผลที่เขียนบทความนี้ขึ้นมาเป็นเพราะเราเล็งเห็นถึงอะไรบางอย่างที่หลาย ๆ คนคงไม่ทันได้สังเกต รวมถึงอยากที่จะบันทึกเรื่องราวเมื่อตอนไปเยี่ยมโรงเรียนในชุมชนพร้อมกับเพื่อน ๆ อีกสองคน เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้ว เราอยากให้ทุกคนคิดไว้เสมอว่าไม่ได้มีเพียงเด็ก 4 คนนี้ที่โดนความเหลื่อมล้ำตีกรอบความฝันของตัวเอง ยังมีเด็กอีกมากมายจากทั่วภูมิภาคที่ยังคงรอโอกาสที่ว่า และเราหวังอย่างยิ่งว่างานเขียนชิ้นนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในสังคมให้มันดีขึ้น ไม่มากก็น้อย